PMS Auswelllife

Glycine Max (Soy dried)

ถั่วเหลืองสกัด เทียบเท่าปริมาณเมล็ดถั่วเหลือง 10.4 กรัม

สารสำคัญ Isoflavones ประกอบด้วย (Genistein,Glycine and Daidzien) 26 มก.

-ถั่วเหลือง (Soybean) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Glycine max (L.) Merrill มีสารธรรมชาติกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่ประกอบด้วยสารสำคัญ ที่มีฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนเพศหญิงหรือที่เรียกกันว่า ไฟโตเอสโตรเจน

-ไฟโตเอสโตรเจน ที่พบมากในอาหาร คือ ไอโซฟลาโวน โดยมีมากในถั่วเมล็ดแห้งหลายชนิดโดยเฉพาะในถั่วเหลือง

-ไอโซฟลาโวน ที่สำคัญคือในถั่วเหลือง คือ เดดซีน (Daidzein) และจีนีสทีน (Genistein)

Phytoestrogen

ไฟโตเอสโตรเจน เป็นสารประกอบเคมีธรรมชาติที่พบได้ในพืช มีโครงสร้างและการออกฤทธิ์คล้ายคลึงฮอร์โมน

– ไฟโตเอสโตรเจน ไม่ใช่สารอาหาร เนื่องจากไม่ให้พลังงานและไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายแต่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ  (Functional Food) เนื่องจากมีโครงสร้างและการออกฤทธิ์ที่คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง คือเอสโตรเจน  โดยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง และกระตุ้นการเจริญของอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง

Isoflavones

-เจนีสทีน (Genestin) ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง โดยการป้องกันการเติบโต ของเส้นเลือดใหม่ที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก

-เดดซีน (Daidzein) ทำหน้าที่ร่วมกับเจนิสทีน ในการยับยั้งเอนไซม์ที่ไปทำให้เซลล์มะเร็งเติบโต มีประโยชน์ในการควบคุมการทำงานของฮอร์โมนเอสโทรเจน
ที่อาจมีฤทธิ์ไปกระตุ้นการเติบโตของมะเร็งเต้านม และยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านมะเร็ง

Isoflavones : Menopause

ภาวะของสตรีวัยทอง คือ ภาวะการลดระดับของฮอร์โมน เอสโตรเจน เป็นการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะ หรือระบบต่างๆในร่างกายของสตรี โดยส่วนใหญ่จะเป็นช่วงอายุ 40-45 ปีขึ้นไป Isoflavones ในถั่วเหลืองเป็นสารกลุ่มที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงมีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดอาการต่างๆ ได้ เช่น

– ลดอาการร้อนวูบวาบตามร่างกาย ปวดศีรษะ กังวลใจ อารมณ์หวั่นไหวง่าย ความจำเสื่อม ไม่มีสมาธิ อ่อนเพลีย

– ลดอาการเสี่ยงการเป็นมะเร็ง เนื่องจากสารกลุ่ม Isoflavone มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(Anti-Oxidant) จึงมีผลในการป้องกันความเสื่อมของร่างกาย ชะลอความแก่ และมีการป้องกันการเกิดมะเร็ง หรือเนื้องอกต่างๆ ได้

– ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด เนื่องจากคอเลสเตอรอลเป็นสารตั้งต้นตัวหนึ่งในการสร้างฮอร์โมน และเมื่อรังไข่หยุดสร้างฮอร์โมน จะมีผลทำให้มีคอเลสเตอรอลหลงเหลือ จึงส่งผลให้มีระดับในคอเรสเตอรอลสูง

– ช่วยลดภาวะกระดูกพรุน (Osteroporosis) ในสตรีวัยทอง ซึ่งมีภาวะการขาดฮอร์โมนเพศหญิงนั้น มวลกระดูกจะลดลง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

Calcium Carbonate 500 mg.

– Calcium (แคลเซียม)

เป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในร่างกายมากกว่าแร่ธาตุอื่นๆ แคลเซียมและฟอสฟอรัส จะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง จำเป็นต่อกลไลของร่างกาย เช่น การแข็งตัวของเลือดและการกดตัวของกล้ามเนื้อ

20% ของแคลเซียมในกระดูกของวัยผู้ใหญ่จะถูกย่อยสลายและสร้างใหม่ทุกปี นอกจากนี้ร่ากายจำเป็นต้องมีวิตามินดี เพื่อให้ดูดซึมแคลเซียมได้ดี

ประโยชน์ของ Calcium

– บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

– ป้องกันภาวะสูญเสียมวลกระดูก และอาการกระดูกพรุน

– ช่วยในการหดตัวของกล้ามเนื้อให้เป็นปกติ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ

– ช่วยลดความดันโลหิต ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

– ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด

– มีบทบาทในการผลิตฮอร์โมน และเอนไซม์ที่ควบคุมการย่อยอาหาร

Calcium & Menopause

วัยหมดประจำเดือน หรือวัยทอง (Menopause) เป็นภาวะลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) อย่างรวดเร็ว ซึ่งฮอร์โมนนี้จะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย เมื่อหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะขาดหายไปตามธรรมชาติ เมื่อร่างกายพร่องฮอร์โมนชนิดนี้ ก็จะทำให้ภาวะกระดูกพรุนบางตัวลงอย่างรวดเร็วจนเกิดภาวะกระดูกพรุนทำให้กระดูกแตกหักง่าย พบมากโดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

โรคกระดูกพรุน (Osteroporosis)

โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่เกิดจากมีมวลกระดูกลดต่ำลงจนเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นสาเหตุของกระดูกหักได้สูง เป็นโรคพบได้บ่อยมากโรคหนึ่ง พบในผู้ใหญ่โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ในผู้หญิงพบว่าเกิดได้บ่อยกว่าผู้ชาย

โรคกระดูกพรุนและโรคกระดูกบาง เป็นภาวะท่มีปริมาณแร่ธาตุ(ที่สำคัญคือ แคลเซียม) ในกระดูกลดลง ร่วมกับความเสื่อมของเนื้อเยื่อที่ประกอบเป็นโครงสร้างภายในกระดูก ทำให้เนื้อหรือมวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลง จึงทำให้กระดูกเปราะและตกหักได้ง่าย

Calcium : แคลเซียมกับโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)

กระดูกจะมีเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) ทำหน้าที่สร้างกระดูกขึ้นมาใหม่จากแคลเซียมและโปรตีน ตามกระบวนการเจิรญเติบโตของร่างกาย และทดแทนกระดูกส่วนที่สึกหรอ และมีเซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) ทำหน้าที่ย่อยสลายกระดูก ทำให้มีการสลายกระดูกมากกว่าการสร้างกระดูก อาจเพราะมีปริมาณแคลเซียมในร่างกายไม่เพียงพอต่อกระบวนการสร้างกระดูก หรืออาจมีความผิดปกติของเซลล์กระดูก

เนื่องจากโรคกระดูกพรุนเกิดจากภาวะเสื่อมที่มาจากหลายสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้น,ภาวะการขาดฮอร์โมนเพศ,การขาดการออกกำลังกาย, พันธุกรรม เป็นต้น ดังนั้นการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก คือการเสริมแคลเซียมและการรับวิตามินดีที่จะช่วยเสริมการดูดซึมแคลเซียม

Calcium & Health

ร่างกายดูดซึมแคลเซียม และเสริมสร้างมวลกระดูกได้ดีที่สุดช่วงก่อนอายุ 35 ปี แต่มีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่าคนอายุ 65 ปีขึ้นไป สามารถรักษามวลกระดูกและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหักได้โดยการรับประทานอาหารแคลเซียมสูงหรือผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม

เกลือของแคลเซียมแต่ละชนิดให้แคลเซียมในปริมาณที่แตกต่างกันโดย Calcium Carbonate จะให้แคลเซียมสูงสุด ถึงร้อยละ 40 แต่จะต้องรับประทานพร้อมอาหาร หรือหลังอาหารทันที เนื่องจาก Calcium Carbonate จะดูดซึมได้ดีในภาวะที่เป็นกรด ซึ่งในขณะที่รับประทานอาหารจะมีการหลั่งของกรดเพื่อย่อยอาหารที่ทานเข้าไป

Cholecalciferol หรือ Vitamin D3 200 IU

– วิตามินดี หรือแคลซิเฟอรอล (Calciferol) เป็นวิตามินชนิดละลายในไขมัน ทำหน้าที่เสริมการดูดซึมแคลเซียม เหล้ก แมกนีเซียม ฟอสเฟส และ สังกะสี ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เอง โดยการสัมผัสกับแสงแดดอ่อนๆ ในยามเช้า 15 นาที แสงแดดช่วยเปลี่ยนสารประเภทคอเลสเตอรอลในร่างกายให้เป็นวิตามินดีได้

วิตามินดีจะมีอยุ่ 2 ชนิด คือ

– วิตามินดี 2

– วิตามินดี 3

วิตามินทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันในแง่ของการนำไปใช้ของร่างกาย กล่าวคือ ร่างกายเผาผลาญและดูดซึมด้วยกระบวนการที่แตกต่างกัน

Vitamin D3

Vitamin D เมื่อรับประทานเข้าไป จะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปทางชีวภาพที่สามารถทำงานได้คือ รูปของ Viatamin D3 (Cholecalciferol) การเปลี่ยนรูปอย่างไม่สมบูรณ์ของวิตามินดี อาจก่อให้เกิดปัญหา ในเรื่องของสภาวะขาดแคลนวิตามินดีได้ จึงควรบริโภควิตามินดี ในรูปแบบที่พร้อมทำงานได้ทันที คือ วิตามินดี3 (Vitamin D3)

ประโยชน์ของวิตามินดี

– ช่วยให้หัวใจีสุขภาพดี ระดับวิมตามินดี ในร่างกายที่เพียงพอจะช่วยให้การทำงานของระบบหลอดเลือดเป้นไปได้ด้วยดี จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคความดันสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

– การขาดวิตามินดีมีส่วนทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากการแลกเปลี่ยนแคลเซียมในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจมีความผิดปกติ และมีแคลเซียมอยู่น้อยมาก
ส่งผลให้การทำงาน และการบีบตัวของกล้ามเนื้้อหัวใจที่ลดลง

เอกสารอ้างอิงต่าง ๆ